การมาถึงของ AI แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่สำหรับองค์กรในการลดต้นทุน แต่ภาพสุดท้ายของการใช้งาน AI คือการนำมาแทนที่ตำแหน่งงาน นำไปสู่การตั้งคำถามถึง "ตัวตน" ของเราในฐานะมนุษย์ ในยุคที่ทุกอย่างโคลนนิ่งได้
Table of contents Expand
ปฐมบทแห่งการแทนที่ และสงครามประสาทในที่ทำงาน
การมาถึงของ AI แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่สำหรับองค์กรในการลดต้นทุน โดยการใช้ AI เข้ามาช่วยเหลือพนักงานให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้นและถูกลง อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นมุมมองที่ไร้เดียงสาไปสักนิด เพราะแท้จริงแล้วภาพสุดท้ายของการใช้งาน AI ในองค์กร คือการนำ AI มาแทนที่ตำแหน่งงาน นี่ก็เพราะ AI แตกต่างจากมนุษย์ มันไม่บ่น ไม่เหนื่อย พร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานได้รวดเร็ว และมักมีราคาที่ถูกกว่าการจ้างพนักงานที่เป็นมนุษย์
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวว่าพนักงานบริษัทในประเทศจีนเริ่มต้องแสดงให้เห็นว่าทำไมบริษัทยังต้องจ้างตนเองอยู่แทนที่จะไปจ้าง AI กระแสนี้เองทำให้เหล่าพนักงานหัวใสเริ่มแอบรวบรวมข้อมูลของเพื่อนร่วมงาน แล้วนำไปสร้างไฟล์สำหรับใช้สั่ง AI ให้ทำงานได้เหมือนเพื่อนร่วมงานคนนั้น เพื่อแสดงให้บริษัทเห็นว่า ตำแหน่งของเพื่อนร่วมงานสามารถใช้ AI มาแทนที่ได้แล้ว และอย่างน้อยตำแหน่งของตัวเองก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่
แต่ในขณะเดียวกัน โลกอินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้มีแค่ฝ่ายที่พยายามโคลนนิ่งเพื่อนร่วมงาน เพราะพนักงานอีกกลุ่มก็เริ่มหาวิธีเอาตัวรอดด้วยการสร้างทักษะต่อต้านการลอกเลียนแบบด้วยการวางยาข้อมูล โดยการเขียนไฟล์งานหรือเอกสารที่จงใจซ่อนหรือบิดเบือนรายละเอียดสำคัญบางอย่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ AI ของเพื่อนร่วมงานนำข้อมูลนั้นไปเรียนรู้เพื่อโคลนนิ่งตัวเองได้สมบูรณ์ กลายเป็นสงครามประสาทขนาดย่อม ๆ เพื่อแย่งชิงความอยู่รอดในองค์กร
ตัวตนของเราคืออะไร ในยุคที่ทุกอย่างโคลนนิ่งได้?
แน่นอนว่าข่าวนี้เป็นที่น่ากังวลสำหรับพนักงานทุกคน เพราะ AI สามารถมาแทนที่ตนเองได้ทุกเมื่อ และเพื่อนร่วมงานยังอาจจะเร่งกระบวนการนั้น ๆ ให้เร็วมากขึ้นอีก แต่สิ่งเดียวกันนี้เองก็สะท้อนให้เห็นถึงคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า สุดท้ายแล้ว “ตัวตน” ของเราเองในฐานะมนุษย์คืออะไรกันแน่? อะไรคือสิ่งที่กำหนดตัวตนของเรา? ร่างกายและรูปลักษณ์ของเราหรือ? ก็อาจจะไม่ใช่ เพราะต่อให้เราไปทำศัลยกรรมหรือลดน้ำหนักจนเปลี่ยนไปจนคนจำไม่ได้ เราก็ยังเป็นเราอยู่ดี หรือว่าเป็น “ความทรงจำ” ที่สร้างตัวตนเราขึ้นมา? ถ้าอย่างนั้นคนที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม คือการสูญเสียความเป็นตัวตนไปทั้งหมดเลยไหม? หรือจะเป็นพฤติกรรม การแสดงออก และการดำเนินชีวิต? ถ้าอย่างนั้นคนที่เราติดต่อไม่ได้ เราจะถือว่าเขาไม่มีตัวตนแล้วเลยหรือไม่?
หรือจะบอกว่ามันคือทุกอย่างรวมกัน? ถ้าเป็นแบบนั้น หาก AI สามารถแสดงพฤติกรรมได้เหมือนเราทุกอย่าง คิดแบบเรา และอาจจะมีร่างกาย (ถึงแม้จะสร้างจากโลหะ) แบบเราด้วย สิ่งนั้นคือตัวตนของเราหรือไม่? ถ้าคนอื่นแยกไม่ออกระหว่าง AI กับตัวเราจริง ๆ แล้วตัวตนไหนคือตัวตนที่แท้จริงกันแน่? ทั้งคู่? หรืออาจจะไม่มีอยู่เลยตั้งแต่แรก?
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กระบวนการตั้งคำถามในลักษณะนี้เกิดขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ยูจีเนีย คุยดา (Eugenia Kuyda) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Luka ได้นำประวัติการแชทและข้อความดิจิทัลของ โรมัน มาซูเรนโก (Roman Mazurenko) เพื่อนสนิทที่เพิ่งเสียชีวิต มาใช้ในการฝึกโมเดล AI เฉพาะกิจ เพื่อสร้างแชทบอทที่เลียนแบบพฤติกรรมและวิธีคิดของเขาตอนมีชีวิตอยู่ได้จริง ๆ ทำให้ตัวเธอและญาติ ๆ สามารถพูดคุยกับโรมันได้อีกครั้งหนึ่ง บริการในลักษณะนี้ (อย่างเช่น StoryFile หรือ HereAfter AI) กำลังเปลี่ยนนิยามของการมีอยู่และการจากลาไปตลอดกาล
เมื่อ AI รู้จักเราดีกว่าตัวเราเอง และตรรกะแห่งความรับผิดชอบ
หากในอนาคตอันใกล้ การที่เราใช้งาน AI และ AI เองก็เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเราเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงวันหนึ่งที่มันสามารถเลียนแบบคำพูด ลักษณะนิสัย และพฤติกรรมของเราได้อย่างสมบูรณ์ ถึงแม้อาจจะฟังดูน่ากลัว แต่ในแง่ของประโยชน์ การมี AI ที่เป็นตัวแทนของเราได้อย่างเต็มที่ จะช่วยให้เรามอบหมายงานให้พวกมันทำสิ่งต่าง ๆ ได้มหาศาล เช่น หากเราต้องการซื้อของบางอย่างบนอินเทอร์เน็ต AI ที่รู้จักตัวเราดีย่อมสามารถตัดสินใจแทน และเลือกของที่เราต้องการได้เจาะจงกว่า
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ AI ไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราเห็นได้จากรายงานหลายฉบับว่า AI ที่ถูกฝึกฝนมาบนข้อมูลของมนุษย์ ก็มักจะซึมซับพฤติกรรมด้านแย่ ๆ ของมนุษย์มาด้วย ต่อให้เราจะกำหนดกรอบให้ AI เป็นคนดีมากแค่ไหนก็ตาม มันก็มีโอกาสที่จะไปทำเรื่องไม่ดีได้ คำถามคือ หาก AI ที่เป็นตัวแทนของเราไปทำเรื่องผิดพลาดหรือละเมิดผู้อื่น โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์ ‘ความปรารถนาลึก ๆ’ ของเรา… ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น มนุษย์ผู้เป็นต้นทางของข้อมูล หรือ AI ผู้ตัดสินใจกระทำ?
นี่เป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะเรามักจะระบายหรือเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ AI ฟังมากกว่าที่จะเล่าให้มนุษย์ฟัง ด้วยความที่เราไม่ได้มอง AI เป็นตัวตนที่มีความคิดเหมือนมนุษย์ แต่ข้อมูลที่ลึกเกินกว่าคนอื่นจะเข้าถึงได้นี้เอง ที่ทำให้ AI สามารถวิเคราะห์ความต้องการของเราได้ลึกซึ้งยิ่งกว่า
และนั่นก็นำมาสู่คำถามว่า หากมีผู้อื่นสามารถเข้าถึง AI ตัวนั้นได้ มันจะทำให้เกิดวิกฤตทางตัวตน (Identity crisis) ครั้งใหญ่หรือไม่? โดยเฉพาะในโลกที่เราไม่รู้แล้วว่าอีกฝ่ายหลังหน้าจอเป็นคนจริง ๆ หรือ AI หาก AI ที่เป็นตัวแทนเราถูกนำไปใช้ในสิ่งที่เราไม่ต้องการ การใช้ชีวิตบนโลกอินเทอร์เน็ตจะยิ่งเปราะบางและอันตรายมากขึ้น
Identity Footprint และความเป็นอมตะในชิปซิลิคอน
นอกไปจากปัญหาเรื่องตัวตนที่อาจจะถูกขโมยได้ง่ายขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่น่าขบคิดคือเรื่อง “ความถาวรของตัวตน” เรามักจะพูดกันว่าการทำอะไรก็ตามบนอินเทอร์เน็ตจะทิ้งร่องรอยเป็น Digital footprint ไว้เสมอ แต่ในยุคของ AI สิ่งนี้กำลังวิวัฒนาการไปสู่ “ร่องรอยของตัวตน” (Identity Footprint) หากวันหนึ่งที่เราไม่อยู่แล้ว หรือตัดสินใจที่จะเลิกใช้ AI แต่ตัว AI ที่เป็นตัวแทนของเรา (ซึ่งถูกสร้างจากข้อมูลทั้งหมดที่เราทิ้งไว้) ไม่ได้ถูกลบไปด้วย เราจะยังถือว่าสิ่งนั้นเป็นตัวแทนของเราได้อยู่ไหม? ถ้าคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้ว่าเราจากไป เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับ AI ตัวแทนของเราและยังคิดว่าเป็นเราตอบโต้กลับมาจริง ๆ นี่คือรูปแบบหนึ่งของการเป็นอมตะหรือไม่? หากคนอื่นแยกไม่ออกว่าสิ่งนั้นเป็นตัวเราที่เป็นมนุษย์ หรือเป็น AI ที่แทนตัวเรา บางที AI ตัวนั้นก็อาจจะเป็นตัวตนของเราจริง ๆ… เป็นตัวตนที่มีชีวิตอยู่ในชิปซิลิคอนตลอดไป ตราบเท่าที่ยังมีพลังงานมาหล่อเลี้ยง
การกลับมาของปรัชญา ในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์
AI ที่ดูเป็นเรื่องของเทคโนโลยีล้ำสมัย อาจจะดูไม่เข้ากับปรัชญาซึ่งเป็นศาสตร์ที่มีความเป็นมนุษย์สูงมากนัก แต่ในวันนี้ที่ AI กำลังเข้ามาช่วยเราทำงาน และในอนาคตที่อาจจะมาแทนที่เราจริง ๆ คำถามปรัชญาเหล่านี้กำลังจะกลับมาเป็นวาระหลักของโลกใบนี้อีกครั้ง หลังจากที่มันเคยยอมถอยไปอยู่หลังฉาก เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับคำถามทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา
เป็นเรื่องน่าตลกร้าย ที่การพัฒนาอันก้าวล้ำของเทคโนโลยีที่พาเราไปไกลถึงอวกาศ กลับบีบให้เราต้องหันกลับมาตั้งคำถามเชิงปรัชญากับ “ตัวตน” ของเราเองมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้อาจจะทำให้เราเห็นภาพจำลองของอนาคตว่า อาชีพในยุคถัดไปอาจจะเป็นอาชีพที่มุ่งเน้นการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์
คำถามที่เราไม่มีคำตอบตายตัว คำถามที่พาเราไปได้ไกลถึงดวงดาวและค้นพบสิ่งที่เล็กที่สุดในจักรวาล คำถามที่เกิดจากสมองชีวภาพซึ่งนำไปสู่การก่อร่างของสมองซิลิคอน คำถามที่เราอาจจะไม่มีวันหาคำตอบได้ตลอดกาล แต่การได้ขบคิดถึงมัน ก็คือสิ่งที่พาเผ่าพันธุ์เราเดินทางมาได้ไกลถึงจุดนี้
ไม่แน่ว่าในอนาคต “นักปรัชญา” อาจจะเป็นชื่อตำแหน่งงานที่ฮอตที่สุด… เหมือนกับการเป็นนักพัฒนา AI ในยุคนี้ก็เป็นได้